วิเคราะห์ ปอนด์ต่อปอนด์ คู่ชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2021

วิเคราะห์ ปอนด์ต่อปอนด์ คู่ชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2021

คู่ชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2020-21 กลายเป็นการโคจรมาเจอกันเองของยอดทีมจากฝั่งพรีเมียร์ลีก ซึ่งทั้งสองทีมต่างได้ชื่อว่า เป็นทีมเศรษฐีด้วยกันทั้งคู่ การมาพบกันเองในนัดชิงความเป็นหนึ่งของสโมสรยุโรปในปีนี้ มีหลายอย่างที่น่าสนใจ และลองมาดูกันว่า ก่อนจะถึงนัดชิงชนะเลิศในวันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคมนี้ หากจับความแข็งแกร่ง ความได้เปรียบเสียเปรียบ มาชนกันแล้ว ทั้งสองทีมจะมีความพร้อมกันอย่างไร


เส้นทางการพบกันของ คู่ชิง UCL 2021

การพบกันในพรีเมียร์ลีก 5 นัดหลังสุดของทั้งสองทีม

• แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะ เชลซี 6-0
• แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะ เชลซี 2-1
• เชลซี ชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-1
• เชลซี แพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-3
• แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แพ้ เชลซี 1-2

สถิติการพบกันในพรีเมียร์ลีกทั้งหมด

48 นัด : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะ 14 นัด เชลซีชนะ 27 นัด เสมอ 7 นัด


การพบกันใน ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก

ในการแข่งขัน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ยังไม่เคยพบกัน


ผลงานการเจอกันของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และ โทมัส ทูเคิ่ล

ก่อนหน้านี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เป็นของแสลงที่ โทมัส ทูเคิ่ล เจอเมื่อไหร่ก็มีแต่ฝันร้าย แต่ดูเหมือนว่า สองนัดล่าสุดที่เจอกันจะไม่ใช่ซะแล้ว




เหตุเป็นเพราะว่า นับแต่ทูเคิ่ล มาคุมเชลซี เจอกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า สองนัด เขาสามารถเก็บชัยชนะได้ทั้งสองเกม โดยเริ่มจากรอบตัดเชือกฟุตบอลเอฟเอคัพ ซึ่งเป็นชัยชนะนัดแรกที่ ทูเคิ่ล มีเหนือ เป๊ป ก่อนที่เกมชิมลางล่าสุดในพรีเมียร์ลีก เชลซี บุกไปเฉือนเอาชนะ ซิตี้ได้อีกในช่วงทดเวลาบาดเจ็บอย่างเจ็บปวด


ก่อนหน้ามาเจอกันในอังกฤษ ทูเคิ่ล คุมทีมไม่เคยเอาชนะ ทีมของเป๊ปได้เลย โดยพ่ายแพ้ไปทั้งสิ้น 4 ครั้ง ซึ่งเป็นความพ่ายแพ้ 4-1 ในฐานะกุนซือทีมไมนซ์ ในเดือนตุลาคมปี 2013 ก่อนที่ จะพาดอร์ทมุนด์แพ้ไปอีก 1-5 ในเดือนตุลาคมปี 2015 ก่อนจะมาอกหัก พาทีมเสือเหลืองแพ้ 4-3 ในนัดชิงชนะเลิศเดเอฟเบโพคาล ในปี 2016 อีกครั้ง


เรียกได้ว่า สองเกมล่าสุด ทำให้สถานการณ์ในการเผชิญหน้ากันของทูเคิ่ล ดูดีขึ้นมาเยอะทีเดียว แถมมีเดิมพันแชมป์ยุโรปเป็นสำคัญอีกต่างหาก


รายละเอียดต่างๆ ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้

เส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศ UCL 2021

รอบแบ่งกลุ่ม

• ชนะ ปอร์โต้ (เหย้า) 3-1
• ชนะ มาร์กเซย (เยือน) 3-0
• ชนะ โอลิมเปียกอส (เหย้า) 3-0
• ชนะ โอลิมเปียกอส (เยือน) 1-0
• เสมอ ปอร์โต้ (เยือน) 0-0
• ชนะ มาร์กเซย (เหย้า) 3-0

รอบ 16 ทีมสุดท้าย

• ชนะ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค 2-0 (เยือน)
• ชนะ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค 2-0 (เหย้า)

รอบ 8 ทีมสุดท้าย

• ชนะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 2-1 (เหย้า)
• ชนะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 2-1 (เยือน)

รอบรองชนะเลิศ

• ชนะ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง 2-1 (เยือน)
• ชนะ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง 2-0 (เหย้า)

ดาวซัลโวของทีม(แชมเปี้ยนส์ลีก)

4 ประตู : แฟร์รราน ตอร์เรส, ริยาด มาห์เรซ
3 ประตู : ชูเอา คันเซโร่
2 ประตู : เควิน เดอ บรอยน์, แฟร์นันดินโญ่
1 ประตู : ไคลน์ วอล์คเกอร์, รูเบน ดิอาซ, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, โอเล็กซานเดอร์ ชินเซนโก้, เอเมอริค ลาป๊อร์กต์, โรดริโก้, แบร์นาโด้ ซิลวา, เอริค การ์เซีย


นักเตะที่น่าจับตา

เควิน เดอ บรอยน์ : มิดฟิลด์จอมทัพทีมชาติเบลเยี่ยม กลายเป็นนักเตะระดับเวิร์ลคลาสไปอย่างเต็มตัว เมื่อย้ายมาเล่นที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และถูก เป๊ป กวาริ์ดฮล่า ขัดเกลาซะจนแหลมเปี๊ยบ ความโดดเด่นของ เดอบรอยน์ นอกจากจะเป็นนักเตะที่เล่นฟุตบอลได้ทั้งสองเท้า การเปิดบอลของเขา เต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ แต่มีประสิทธิภาพสูง จึงไม่แปลกใจที่การจบสกอร์ของทีมตราเรือใบ อยู่ในระดับสูงมาโดยตลอด ที่สำคัญ เดอบรอยน์ ก็เป็นนักเตะที่หาพื้นที่เก่ง ทำให้ การสอดเพื่อหาจังหวะยิง ก็ทำหน้าที่ได้ดี และหากไม่มีอาการบาดเจ็บ รับประกันว่า จะได้เป็นตัวหลักที่จะสร้างเกมป่วนเชลซีอย่างแน่นอน


ระบบการเล่น

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ใช้ระบบ 4-3-3 เป็นหลักในการทำทีม ซึ่งหลังจากที่ได้ตัว รูเบน ดิอาซ มายืนเป็นเซ็นเตอร์แบ็ค ทุกอย่างดูลงตัวขึ้นเยอะ และหาก จอห์น สโตนส์ ฟิตกลับมา ก็จะกลายเป็นกำแพงภูผาหินที่เหนียวแน่นยิ่งนัก ขณะที่ ฟูลแบ็คทั้งสองฝั่ง ชูเอา คันเซโร่ ทางฝั่งขวา และ โอเล็กซานเดอร์ ชินเซนโก้ ทางฝั่งซ้าย เติมเกมได้มีประสิทธิภาพไม่น้อยเช่นกัน และการมี โรดริโก้ ปักหลักเป็นมิดฟิลดัวรับ ทำให้ทั้ง กุนโดกัน และ เควิน เดอ บรอยน์ สามารถสร้างสรรค์เกมได้อย่างอิสระยิ่งนัก และต้องชมฟอร์มการเล่นของ ริยาด มาห์เรซ ที่เล่นได้อันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ จนเบียด แบร์นาโด้ ซิลวา ลงไปเป็นแค่ตัวสำรอง ขณะที่ ฝั่งขวา ต้องรอการท็อปฟอร์มอีกครั้งของราฮีม สเตอร์ลิ่ง ก็จะทำให้ เกมรุกค่อนข้างน่ากลัว ส่วนตัวจบสกอร์ ชั่วโมงนี้ กาเบรียล เฆซุส อยู่ในช่วงมีความมั่นใจ ยังน่าจะได้เล่นเป็นตัวจริงในเกมนัดชิงชนะเลิศ


อย่างไรก็ตาม เป๊ป มีการปรับระบบการเล่นได้อีกหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น 4-1-4-1 หรือ 4-2-3-1 ก็เพียงแค่สลับการยืนเล็กน้อยเท่านั้น แต่ต้องบอกว่าประสิทธิภาพ ร้ายเกินกำลังจริงๆ


กุนซือแมนเชสเตอร์ ซิตี้

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า : นายใหญ่ทีมเรือใบวัย 50 ปี ชาวสเปนผู้นี้ ถือเป็นผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จ ทั้งการเป็นนักเตะ และ เป็นหนึ่งในกุนซือที่เก่งที่สุดในโลกยุคนี้คนหนึ่งเลยทีเดียว สมัยเป็นนักเตะ เขาเคยคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยนคัพ (ก่อนเปลี่ยนมาเป็น ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ) ร่วมกับบาร์ซ่าได้ 1 สมัย (1991-92) ก่อนที่จะมาสัมผัสแชมป์สูงสุดของยุโรปได้อีกครั้ง ในการคุมทัพบาร์เซโลน่า 2 ครั้ง (2008-09, 2010-11) และ การย้ายมาคุมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป้าหมายสูงสุดที่เขาปรารถนาก็คือ การพาซิตี้ เป็นแชมป์ UCL 2021 ยุโรปให้ได้อีกครั้ง ซึ่งนี่ เป็นการพาทีมทะลุเข้าสู่รอบตัดเชือกได้เป็นครั้งแรก ก่อนจะทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศทันที ซึ่ง เป็ป กำลังพาทีมเรือใบสีฟ้า เป็นยอดแชมป์ไร้เทียมทานแห่งอังกฤษยุคนี้ อย่างแท้จริง เพราะเขาพาทีมซิวแชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้ว 2 ครั้ง ก่อนกำลังจะเป็นสมัยที่ 3 หลังจบฤดูกาลนี้ เช่นเดียวกับแชมป์เอฟเอคัพ 1 ครั้ง, ลีกคัพอีก 4 สมัยติดต่อกัน




ในฐานะกุนซือ เขาเก็บเกียรติยศให้ตัวเองมากมายนับไม่ถ้วน เขาสะสมแชมป์ต่างๆ มากมายรวมแล้วเกือบ 30 รายการแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เขาโดนค่อนแคะจากนักวิจารณ์นั่นก็คือ เป๊ป มักจะอยู่กับทีมที่พร้อมจะจ่ายเงินซื้อนักเตะ ทำให้เขาประสบความสำเร็จมากกว่าผู้จัดการทีมคนอื่นๆ นั่นเอง


รายละเอียดต่างๆ ของเชลซี

เส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2021

รอบแบ่งกลุ่ม

• เสมอ เซบีญ่า 0-0 (เหย้า)
• ชนะ คราสโนดาร์ 4-0 (เยือน)
• ชนะ แรนส์ 3-0 (เหย้า)
• ชนะ แรส์ 2-1 (เยือน)
• ชนะ เซบีญ่า 4-0 (เยือน)
• เสมอ คราสโนดาร์ 1-1 (เหย้า)

รอบ 16 ทีมสุดท้าย

• ชนะ แอตเลติโก มาดริด 1-0 (เยือน)
• ชนะ แอตเลติโก มาดริด 2-0 (เหย้า)

รอบ 8 ทีมสุดท้าย

• ชนะ ปอร์โต้ 2-0 (เยือน)
• แพ้ ปอร์โต้ 1-0 (เหย้า)

รอบรองชนะเลิศ

• เสมอ เรอัล มาดริด 1-1 (เยือน)
• ชนะ เรอัล มาดริด 2-0 (เหย้า)

ดาวซัลโวของทีม (แชมเปี้ยนส์ลีก)

6 ประตู : โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์
4 ประตู : ติโม แวร์เนอร์
2 ประตู : คริสเตียน พูลิซิซ, เมสัน เมาท์, คัลลั่ม ฮัดสัน โอดอย, ฮาคิม ซิเย็ค
1 ประตู : จอร์จินโญ่, แทมมี่ อับราฮัม, เบน ชิลเวลล์, เอเมอร์สัน,

ระบบการเล่น

การมาของโทมัส ทูเคิ่ล เพื่อแทนที่ตำแหน่งของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ดูเหมือนว่า ระบบการเล่นที่เลือกใช้ เห็นชัดๆ มีสองแบบ นั่นก็คือ 3-4-1-2 หรือ 3-4-2-1 ซึ่งเป็นการปรับเล็กน้อยในตำแหน่งเกมรุกเท่านั้น ส่วนการยืนของแนวรับ และการปักหลักในแดนกลาง ทูเคิ่ล ยังเน้นความเหนียวแน่นเข้าว่า และสิ่งที่เห็นได้ชัด คือ การเสียประตูของเชลซี ลดน้อยถอยลงไปอย่างชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากสมัยที่แฟร้งค์ แลมพาร์ดทำ ที่แก้ไม่ตกเรื่องการเสียประตูอย่างต่อเนื่อง


การได้ตัว เอดูอาร์ เมนดี้มา ดูเหมือนจะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุด และเป็นมรดกที่แฟร้งค์ แลมพาร์ด ทิ้งเอาไว้ให้ ทูเคิ่ลเป็นอย่างดี ขณะที่แนวรับ อันโตนิโอ รูดิเกอร์ กลับมาแจ้งเกิดอีกครั้งในยุคทูเคิ่ล โดยยืนประสานงานร่วมกับ คริสเตียนเซ่น หรือ ติอาโก้ ซิลวา โดยหุบเอา เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า มายืนเป็นเซ็นเตอร์แบ็คตัวที่สาม ก็ทำให้แนวรับเชลซี แข็งแกร่งขึ้นทันที


ส่วนแดนกลาง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ยังคงเป็นตัวทีเด็ด ที่ฟอร์มกลับมาดีวันดีคืนในช่วงหลัง คอยเก็บกวาดและเชื่อมเกมของเชลซีได้อย่างไหลลื่น โดยการเติมเกมทางริมเส้น เป็นหน้าที่ของ เบน ชิลเวลล์ หรือ มาร์กอส อลอนโซ่ ขึ้นเกมฝั่งซ้าย ส่วนฝั่งขวา รีซ เจมส์ กำลังขึ้นหม้อจนติดทีมชาติอังกฤษ เกมรุก เมสัน เมาท์ กลายเป็นส่วนสำคัญที่ทีมขาดไม่ได้ไปแล้ว ถึงขนาดเบียด ไค ฮาแวทซ์ ลงตัวจริงตั้งแต่ยุคของแลมพาร์ดแล้ว โดยมี ติโม แวร์เนอร์ รับหน้าที่เป็นตัวจบสกอร์ หรือฉีกไปยืนเป็นหน้าซ้าย ในเกมยุโรปส่วนใหญ่ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ถูกเลือกลงสนามซะเป็นส่วนใหญ่ในตำแหน่งหน้าเป้า


นักเตะที่น่าจับตา

เอ็นโกโล่ ก็องเต้ : มิดฟิลด์ตัวรับทีมชาติฝรั่งเศส เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นเวิร์ลคลาส ที่ทุกคนให้การยอมรับ แม้จะตัวเล็กๆ แต่ความขยัน และ เคลื่อนที่ตลอดเวลา มีส่วนช่วยให้ห้องเครื่องของเชลซี มีประสิทธิภาพ ก็องเต้ จะยืนถูกที่ถูกเวลา และอ่านเกมได้ดี ทำให้เขาจะตัดบอลและหลายเกมที่ตัดเหล่าเพลย์เมกเกอร์ ของคู่แข่งออกไปจากเกมได้ นอกจากนี้ระยะหลัง ก็องเต้ ถูกดันขึ้นมาช่วยเกมรุกมากขึ้น ทำให้ เขายกระดับการเล่นของตัวเองขึ้นมาอีก จนกลายเป็นมิดฟิลด์ที่ครบเครื่อง ซึ่งการเข้าชิงชนะเลิศในปีนี้ได้สำเร็จ ฟอร์มในรอบตัดเชือกของก็องเต้ ในการปราบเรอัล มาดริด ทำให้เขากลายเป็นแมนออฟเดอะแมตช์ ไปในที่สุด เช่นกัน หากเขาไม่บาดเจ็บ เกมนัดชิงชนะเลิศ เชลซีจะขาดก็องเต้ไม่ได้อย่างแน่นอน


กุนซือเชลซี

โทมัส ทูเคิ่ล : สำหรับกุนซือชาวเยอรมันวัย 47 ปีผู้นี้ เคยเป็นนักเตะอาชีพมาก่อน แต่อยู่ในวงการไม่นานนัก เพราะปัญหาบาดเจ็บหัวเข่าทำให้ต้องแปรผัน มารับงานโค้ช ซึ่งทีมแรกที่เขาเริ่มต้นคือ เอาก์บวร์ก ก่อนที่จะมาเจริญรอยตามเท้าของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ด้วยการเข้าคุมทีม ไมนซ์ และ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ในเวลาต่อมา




กับทีมดอร์ทมุนด์ เขาพาทีมประสบความสำเร็จแค่แชมป์รายการเดียวคือ เดเอฟเบโพคาล ในฤดูกาล 2016-17 ก่อนจะข้ามฟากไปคุมทีมใหญ่อย่างปารีส แซงต์กแชร์กแมง และมีโอกาส เป็นเจ้านายของ คิลิยัน เอ็มบับเป้ และ เนย์มาร์ มาแล้ว เรื่องแชมป์ ในประเทศฝรั่งเศส ไม่ใช่ปัญหาของเขา แต่ การพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ยังเป็นสิ่งที่เขาใฝ่ฝันอยากจะสัมผัส เพราะเข้าใกล้ที่สุดคือฤดูกาลที่แล้ว แต่ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ไปแพ้ต่อบาเยิร์น มิวนิคในนัดชิงชนะเลิศ และมาใปนี้ เขากลับมาอีกครั้ง แต่เปลี่ยนมาเป็นเชลซี ทำให้เขาทำสถิติ เป็นกุนซือที่พาทีมทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกได้ 2 ปีติดต่อกัน แต่เป็นคนละทีม




ไม่ว่าจะอย่างไร เกม ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในวันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคมนี้ แม้จะเป็นศึกพรีเมียร์ลีกกลายๆ และดูเหมือนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะดูเหนือกว่าเล็กน้อย จากผลงานภาพรวมในระยะหลัง แต่ การที่ เชลซี เพิ่งบุกไปปราบแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้สองนัดติดต่อกันทั้งในเอฟเอคัพและพรีเมียร์ลีก ทำให้ ขวัญกำลังใจเทมาทางฝั่งเชลซี อย่างมากมาย แต่ใครจะเป็นแชมป์ ถือว่า นี่คือ คู่ชิง UCL 2021 ที่พร้อมที่สุดในฤดูกาล ในช่วงสถานการณ์โควิด ที่หลายทีมต่างเป๋กันเพราะพิษการเงิน ในขณะที่สองทีมนี้ กระเป๋ายังหนาอยู่ เพราะมีเจ้าของรวยกว่าชาวบ้านนั่นเอง


มาถึงตรงนี้แล้ว คิดว่า ใครจะเป็นแชมป์กันบ้างครับ...